SETTRADE.COM - SAA Consensus หุ้นที่มีการ update วันนี้

Tuesday, May 19, 2009

หลักทรัพย์คุณค่า เพื่อผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ในขณะที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยชะลอตัว แต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังแข็งแกร่ง มีผลกำไรจากการประกอบการ ประกาศจ่ายเงินปันผลกว่าร้อยละ 50 ของกำไรในปี 2551 มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึงร้อยละ 8.87 ดังนั้นการเลือกลงทุนในหุ้นคุณค่าในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เป็นอีก ทางเลือกหนึ่งของผู้มีเงินออม

เศรษฐกิจขาลง หุ้นปันผลเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนและผู้มีเงินออม ด้วยอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในปี 2551 แม้ทิศทางเศรษฐกิจขาลง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) มีผลกำไรสุทธิรวมกว่า 2 แสนล้านบาท และมีการจ่ายปันผลรวมกว่า 2 แสนล้านบาท โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลร้อยละ 8.87 สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนของ 5 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 1

จากข้อมูลการจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาส 1 ปี 2552 พบว่า จาก 245 หลักทรัพย์ที่ประกาศจ่ายปันผล มีหลักทรัพย์ถึง 158 หลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าร้อยละ 6.825 หรือมากกว่า 7 เท่าของเงินฝากประจำ 12 เดือน ดังนั้นอาจกล่าวว่า การลงทุนในหุ้นปันผลเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนและผู้มีเงินออมในการลงทุน ที่เน้นการลงทุนในระยะยาวโดยได้รับเงินปันผลเป็นเงินตอบแทน

หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนต่อเงินปันผลสูงสุด 50 หลักทรัพย์แรก มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 16.54 โดยหลักทรัพย์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มบริการ หมวดการแพทย์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีรายรับเป็นเงินสดทั้งหมด รองลงมาคือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟชั่น

ในกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุด 50 อันดับแรก พบว่า เป็นหลักทรัพย์นอกกลุ่ม SET100 ถึง 27 หลักทรัพย์ ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า หลักทรัพย์ตัวกลางๆ หรือเล็กๆ ที่น่าสนใจในตลาดทุนไทยยังคงมีอยู่มาก มีหลายสาเหตุที่หลักทรัพย์เหล่านี้มีผลประกอบการดีและสามารถปรับตัวได้ใน สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. เป็นธุรกิจที่มีรายรับเป็นเงินสดหรือให้เครดิตการค้าระยะสั้น เช่น ธุรกิจบริการด้านการแพทย์ ที่มีรายรับเป็นเงินสด หรือเป็นธุรกิจที่มีการควบคุมเกี่ยวกับเครดิตการค้าที่ดี ให้เครดิตการค้าระยะสั้น

2. เป็นธุรกิจที่มีลูกค้าหลักที่แน่นอนและเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ กลุ่มลูกค้าหลัก เช่น ธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีสื่อสาร หรือเป็นธุรกิจที่มีการทำสัญญาในการให้บริการระยะยาวกับลูกค้า ส่งผลให้ราคาค่าบริการไม่ปรับลดลงมาก เช่น ธุรกิจการขนส่งทางทะเล เป็นต้น

3. เป็นธุรกิจที่มีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จากสร้างสมดุลของรายรับรายจ่าย ที่เป็นเงินตราต่างประเทศหรือทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้ากับธนาคาร พาณิชย์

ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณา คือ บางธุรกิจมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการค้า เช่น กลุ่มธุรกิจอาหารทะเล ที่เดิมฐานลูกค้าเป็นกลุ่มยุโรป อเมริกา ก็ได้มีการทำตลาดใหม่ในตลาดกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบด้านภาวะวิกฤติเศรษฐกิจน้อยกว่า เช่น ลูกค้ากลุ่มแอฟริกา เป็นต้น

ด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์ที่มีให้ Dividend Yield สูงสุด 50 อันดับแรก เมื่อพิจารณาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow from Operating Activities) พบว่า เกือบทุกบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก รวมกว่า 56,000 ล้านบาท แสดงว่า บริษัทเหล่านี้มีสภาพคล่องเพียงพอที่มีดำเนินงานและบริหารงานได้ เมื่อพิจารณาภาระหนี้สินจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt / Equity Ratio) พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9 เท่า ซึ่งถือว่ามีระดับหนี้สินค่อนข้างต่ำ

หลักทรัพย์คุณค่า (Valued Stock) มีความน่าสนใจแค่ไหนนั้น เราสามารถพิจารณาใน 2 ประเด็น ประเด็นแรก ราคาตลาดปัจจุบัน น่าเข้ามาลงทุนหรือไม่ หากลงทุนระยะยาวมีโอกาสทำกำไรจากราคามากน้อยแค่ไหน ประเด็นที่ 2 หลักทรัพย์นั้นจ่ายปันผลดีแค่ไหน

ประเด็นแรก จากดัชนีหลักทรัพย์ (SET Index) ปี 2551 ปรับตัวลดลงจากปี 2550 ถึงร้อยละ 48 ซึ่งคาดว่าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว กอปรกับข้อมูล P/E ของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วง สิ้นปี 2551 - สิ้นเดือนมีนาคม 2552 ที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก 7.26 เป็น 11.1 เท่า สะท้อนให้เห็นทิศทางขาขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้ามาถือเพื่อลงทุนระยะยาว

ประเด็นที่ 2 ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลนี้ พิจารณาจากความสามารถในการทำกำไร พบว่า จากข้อมูลของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เผยแพร่ใน www.settrade.com ซึ่งสำนักวิจัยต่างๆ ได้ประมาณการผลกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2552 เปิดเผยว่า ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ปี 2552 จำนวน 161 บริษัท (ประกอบด้วยบริษัทในกลุ่ม SET50 จำนวน 50 บริษัท และบริษัทจดทะเบียนนอกกลุ่ม SET 50 อีก 111 บริษัท) จะมีมูลค่าสูงถึง 354,417 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากปี 2551 ทั้งนี้คาดว่าผลการขาดทุนอย่างมากในไตรมาส 4/2551 อันเนื่องจากการปรับลดลงของราคาสินค้าประเภทพลังงาน ไม่ควรเกิดขึ้นอีก ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จ่ายน่าจะเพิ่มสูงขึ้น

ดังนั้นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้นักลงทุนได้ โดยพิจารณาเลือกลงทุนในหลักทรัพย์คุณค่า มีประวัติการจ่ายปันผลดี ฐานะการเงินมั่นคง และเน้นการลงทุนระยะยาว รับเงินปันผลเป็นรายปี และมีกำไรส่วนต่างราคาในระยะยาว ซึ่งก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจของนักลงทุนและผู้มีเงินออม

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2427 17 พ.ค. - 20 พ.ค. 2552

Friday, May 15, 2009

อียูสั่งปรับ‘อินเทล’5หมื่นล. ฐานกีดกันคู่แข่งทำ การค้า

อียูสั่งปรับอินเทล 1,450 ล้านเหรียญสหรัฐ ฐานกีดกันคู่แข่งทำ การค้า

อินเทล คอร์ป บริษัทผู้ผลิตชิปขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐ ถูกสหภาพยุโรป (อียู) สั่งปรับเงินเป็นมูลค่าถึง 1,450 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5 หมื่นล้านบาท) ในข้อหาใช้กลยุทธ์รุกตลาดชิปคอมพิวเตอร์อย่างหนัก เพื่อกีดกันคู่แข่งทางการค้า โดยคาดว่าการลงโทษดังกล่าวจะยิ่งกดดันให้รัฐบาลสหรัฐสืบสวนสอบสวนการดำเนิน งานของอินเทลต่อไป

รายงานแจ้งว่า การสั่งปรับอินเทลครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ อิงค์ (เอเอ็มดี) บริษัทคู่แข่งสำคัญของอินเทล ในฐานะผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเอเอ็มดีเป็นผู้ยื่นหนังสือฟ้องร้องอินเทล รวมทั้งโน้มน้าวให้ผู้รักษากฎหมายทั่วโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ให้รับคำร้องเรียนที่ระบุว่า อินเทลแทรกแซงบริษัท ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทั้งในสหรัฐและ ต่างประเทศ ที่ทำข้อตกลงทางการค้ากับ เอเอ็มดี

“อินเทลเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในยุโรป ด้วยการจงใจดำเนินการขจัดคู่แข่งทางการค้าในตลาด อินเทลไม่ได้แข่งขันอย่างยุติธรรม ขัดขวางการสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมทั้งลดสวัสดิภาพในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน” นีลี โครส คณะกรรมาธิการด้านการแข่งขันทางการค้าประจำอียู ระบุ

คณะกรรมาธิการอียูยังได้แจ้งให้อินเทลยุติการใช้กลยุทธ์ทางการตลาด บางกลยุทธ์ในยุโรปด้วย แม้จะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นกลยุทธ์ใด ขณะที่อินเทลระบุว่า ยังเคลือบแคลงต่อคำสั่งดังกล่าว แต่ก็จะดำเนินการตามที่ได้รับคำสั่ง ขณะที่ดำเนินการยื่นคำร้องขออุทธรณ์

“เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น กับอีกฝ่ายหนึ่งที่น่าจะกล่าวได้ว่าใช้นโยบายที่ต่ำทราม” พอล โอเทลลินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอินเทล กล่าว ทั้งนี้กลยุทธ์การขายของอินเทลยังรวมถึงการหักคืนภาษีให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ ของบริษัทด้วย

ขณะที่ เดิร์ก ไมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอเอ็มดี กล่าวว่า การตัดสินใจของอียูเป็นก้าวที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ตลาดที่มีการ แข่งขันทางการค้าอย่างแท้จริง

“เรากำลังมองไปยังอนาคตที่ผู้บริโภคเป็นเจ้าของตลาด ไม่ใช่อินเทล” ไมเยอร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์ บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐก็ถูกอียูสั่งปรับเป็นมูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.49 หมื่นล้านบาท) ในข้อหากีดกันทางการค้าเช่นกัน

Wednesday, May 6, 2009

สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง - จงอย่าหมดศรัทธากับชีวิต - Part 2

ฝากข้อคิด “อย่าหมดศรัทธากับชีวิต”

ด้วยประสบการณ์ของชีวิตการทำงานที่มีอยู่มากมาย สวัสดิ์ให้ข้อคิดกับคนรุ่นใหม่ว่า “ไม่ ว่าชั่วโมงที่ดีที่สุดหรือเลวที่สุดของชีวิตนี่ มันไม่สำคัญอะไรเลย สำคัญที่สุดคืออะไร วันไหนที่คุณหมดศรัทธาต่อสิ่งที่คุณเชื่อ คุณหมดศรัทธากับมันเมื่อไรนี่ คุณก็หมด จบ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีขนาดไหนก็ตาม

อย่าง ผมเชื่อว่าผมทำเหล็กผมต้องทำให้ได้ และทำให้ได้ดี ผมก็ทำได้สำเร็จหมดเลย ทำนิคมฯเหมือนกัน และเวลานี้ผมมีความเชื่อว่าเหล็กเวลานี้จะลงก็จริง แต่มันจะต้องขึ้นในเร็วๆนี้ นิคมฯก็เหมือนกัน ถูกไหม ดังนั้นวันไหนที่คุณหมดศรัทธาเมื่อไรกับสิ่งที่คุณเชื่อมาชั่วชีวิต วันนั้นคุณก็จบ ไม่ว่าคุณจะเก่งขนาดไหม เหตุการณ์บ้านเมืองจะดีขนาดไหน คุณก็จบ

ดังนั้นคุณจะเห็นว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ผมก็ยังอยู่กับธุรกิจของผม อย่างเก่งก็เอาบริษัทนี้ไป diversify อย่างที่ผมบอกคุณว่าเหมราชจะไปในทิศทางไหน และผมก็เชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ฯจะไม่เบรกเรา ว่าเราอยู่ในเซคเตอร์นี้เราจะ diversify ไม่ได้ ซึ่งสมัยก่อทำไม่ได้ บ้าฉิบหายนะ แต่เดี๋ยวนี้โอเค หากคุณทำที่ดิน ต่อไปคุณจะไปทำคอมพิวเตอร์ไฮเทคนี่ เมื่อก่อนนี้ต้องขออนุญาตเลยนะ เพราะว่าเขาแบ่งเซคเตอร์คุณไม่ถูกไง เราอยู่อสังหาริมทรัพย์ฯ ถือว่าเป็นการ diversify และในช่วงวิกฤติก็เป็นการ survive

ความคิดง่ายๆของผมมีเท่านั้นเอง ว่าใครอย่ามาขีดเส้นให้ผมเดินเลย อะไรก็แล้วแต่ที่ทำเงินให้บริษัทผม ผมจะทำทั้งนั้น พระเจ้าก็เบรกผมไม่ได้ ถูกหรือไม่ถูก หน้าที่ของคุณคือทำกำไรใช่ไหม แล้วทำไมคุณทำไม่ได้ ไม่ได้เพราะว่ากติกาไม่เปิดให้ทำ ? และตลาดหลักทรัพย์ฯก็เปลี่ยนไปแล้วด้วย เพราะว่าผมเคยโต้แยงประเด็นนี้ และผมก็ได้ทำ อย่างวันนี้โอเค ทำนิคมฯแล้วก็มานั่งจับเจ่าว่าทำอย่างไรดี เพราะว่าเซคเตอร์รถยนต์ก็ทรุด อะไรๆก็ตกต่ำลง เราก็ต้องมาคิดใหม่เลย เวลานี้จะทำอะไรต่อไป นิคมฯของผมนี่ ตอนที่ดีที่สุด ก็ขาย raw land ปาเข้าไปเกือบ 2 ล้าน เวลานี้เหลือ 6-7 แสนบาท ซื้อไหม why not ให้มันรู้ไปว่าช่วงชีวิตนี้พระอาทิตย์จะไม่ขึ้นอีกแล้ว ดังนั้นปัญหามันอยู่ที่ cash flow ของคุณ กับความยึดมั่นของคุณ เวลานี้คุณเป็นผู้สื่อข่าว เขียนคอลัมน์ วันไหนตื่นขึ้นมาหมดศรัทธากับอาชีพนี้ คุณจะทำอย่างไร

ถ้าเราหมดศรัทธากับสิ่งที่เรายึดมั่นมาตลอดชีวิต ก็จบ แม้สถานการณ์ทั้งโลกดีหมด คุณก็จบ”

ฟังดูแล้วสงสัยว่าสวัสดิ์เป็นคนที่เข้มแข็งได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร

“มัน เป็นสิ่งจำเป็นนะครับ อาจจะพ่อแม่ในรุ่นนั้นมาจากเมืองจีน เขาก็เคี่ยวเข็ญเรา ถึงไม่ต้องเคี่ยวเข็ญเรา เราก็เห็น พ่อแม่ทำงานตัวเป็นเกลียวเลย เราก็ทำ และเราเริ่มต้นจากศูนย์เลย คนอื่นนะเขาบอกว่าเริ่มจากศูนย์แล้วมารวยเป็นร้อยล้านพันล้าน ผมเริ่มต้นชีวิตออกมานี่ผมเป็นหนี้อยู่ 200 กว่าล้านบาท เพราะว่ามันเป็นงานของครอบครัว แล้วเสร็จแล้วพี่ชายผมมีปัญหาขัดแย้งทางความคิด ผมก็ออกจากบริษัท พี่ชายผมเป็นคนทำ ทำไป 2 ปีเขาบอกไม่ทำแล้ว ให้ผมกลับไปทำดีกว่า ตอนนั้นโต้แย้งกัน เราก็มีหนี้อยู่แล้วเพราะผมก็ไปสร้างอะไรเยอะแยะ ผมกลับมานี่เท่ากับว่าผมเริ่มต้นใหม่โดยติดลบเกือบ 200 ลบ. มาวันนี้เป็นหนี้แสนกว่าลบ. โอ้โฮ มันฉิบหายเลย

แล้วเราต้องรู้ตัว เราเองว่าคุณมาจากไหน เราไม่ได้เอาเงินพ่อแม่เรามาทำ เพราะฉะนั้นคนที่เสียใจร่วมกับเราไม่มี หากเราเอาเงินพ่อแม่มา ลูกคนอื่นก็ว่าเอาได้ แต่ว่าของผม ผมทำมากับมือกับน้องชายผม เพราะงั้นเมื่อเจ๊ง ก็ผมทำเองและเจ๊งไปกับมือผม ถูกไหม แล้วอีกอย่างหนึ่งคุณเป็นหมายเลข 1 หรือ Number one ในบริษัท หากคุณไม่มั่นคงนี่ องค์กรก็เจ๊ง

เมื่อปี 1997 หากคุณไม่มั่นคง คุณเป็นเบอร์หนึ่งแล้ว จะทำอย่างไร? มันไม่มีเหตุผลที่คุณมานั่ง shaky ลูกน้องผมเสนอแผนประหยัดมาเมื่อปี 1997 ด้วยการปิดแอร์ เรื่องกาแฟ เป็นต้น ถูกผมด่าเลย ผมบอกว่าหากต้องทำสิ่งเหล่านี้แล้วบริษัทอยู่รอดได้ ก็เจ๊งมันเสียเลยดีกว่า ถามว่าประหยัดเดือนละเท่าไร หลายๆบริษทก็ประมาณแสนบาทได้ ผมว่าจะบ้าหรือเปล่า

เพราะงั้นสิ่งแวด ล้อมบังคับให้ผมต้องแข็งแรง เพราะวันนั้นนี่ลูกผม หลานผม คนงานผมเป็นพันคน ยังเรียนหนังสืออยู่เมื่อ 1997 สิบกว่าปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้บังคับให้คุณต้องแข็งแรง ต้องอยู่ให้ได้ บอกตรงๆผมไม่ได้สนใจเจ้าหนี้หรอก ผมสนใจคนของผม หากผมสนใจเจ้าหนี้ ผมคงต้องพูดเพราะๆ ไม่มี “3 ไม่” ใช่หรือเปล่า แต่ว่าผลกระทบมันจะกลับไปให้แบงก์เอง เพราะผมอยู่แก้ไขใช่ไหม ผมบอกแล้วว่าผมไม่หนี ผมไม่เคยสอนให้ใครโกง

ชีวิตของผมคือการลงทุน มันก็ถูกต้อง มันแน่นอนเป็นการลงทุนอยู่แล้ว ทั้งน้ำพักน้ำแรง ความคิด แต่ส่วนหนึ่งแม้ชีวิตจะคือการลงทุน มันก็ยังไม่ถึงเป้า มันต้องสู้ด้วย ซึ่งใครๆก็พูดมานานแล้วว่าชีวิตต้องสู้ Never give an inch. นิ้วหนึ่งกูก็ไม่ถอยให้มึง”

[ คอลัมน์ Cover Story โดย ภัชราพร ช้างแก้ว นิตยสาร M&W เมษายน 2552 ]

สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง - จงอย่าหมดศรัทธากับชีวิต - Part 1

สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เป็น คนที่มีตำนาน เขาไม่ใช่นักธุรกิจแบบทั่วๆไป แต่เป็นคนที่มีสีสัน มีชีวิตที่โลดโผนและต่อสู้มาตลอด แม้ในวัย 68 ปีในทุกวันนี้ ซึ่งหลายคนอาจคิดวางมือ ส่งผ่านธุรกิจให้รุ่นลูกรุ่นหลานดูแลรับช่วงต่อ แต่สวัสดิ์ไม่เคยคิดเช่นนั้น ลูกๆของเขาต่างมีธุรกิจของตนเอง ลูกชายรับช่วงธุรกิจบางอย่างจากเขา ส่วนลูกสาวมีธุรกิจเล็กๆที่น่ารัก แต่ในใจเขานั้นไม่เคยคิดเกษียณจากการทำงาน งานคือชีวิตของคนไฮเปอร์อย่างสวัสดิ์ จะทำงานไปจนกว่าจะทำไม่ไหว ชีวิตของเขาแน่นอนเป็นการลงทุนอยู่แล้ว ลงทุนทั้งในแง่น้ำพักน้ำแรงและความคิด แต่แม้ชีวิตจะคือการลงทุน มันก็ยังไม่ถึงเป้า มันต้องสู้ด้วย ซึ่งใครๆก็พูดมานานแล้วว่าชีวิตต้องสู้ และชีวิตของสวัสดิ์นั้นเป็นประเภท Never give an inch. “นิ้วหนึ่งกูก็ไม่ถอยให้มึง”

วิกฤติ “ต้มยำกุ้ง”ปี 1997 ทำให้ธุรกิจเหล็กมูลค่าแสนล้านของเขาต้องล่มสลาย เขาต้องเป็นหนี้สินมากมาย เข้าร่วมในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อหาหนทางใช้หนี้คืนให้สถาบันการเงิน หลังจากเวลาผ่านไป 10 กว่าปี กิจการที่เคยนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯถึง 3 แห่ง กลับเหลืออยู่ในมือเพียงแห่งเดียว

ทฤษฎีเก่าๆใช้ไม่ได้แล้ว พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป

โลก ในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดหรือจะได้เห็นในคนรุ่นหนึ่ง ก็สามารถเกิดขึ้นได้ สวัสดิ์เน้นย้ำกับทีมงานเป็นประเด็นแรกของการสนทนาว่าในยามนี้ทฤษฎีหรือแนว คิดเก่าๆที่มีอยู่ต่างใช้อธิบายโลกและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ได้ “ผมไม่เชื่อ Kuru คนใดทั้งนั้น ที่ดร.หรือนักเศรษฐศาสตร์มาพูดว่าอีก 2 ปีจะดี อีก 3 ปีดี 5 ปีดีนี่ No one knows. เพราะเวลานี้ นี่ผมคิดแบบคนที่ไม่ได้เรียนอะไรมา แต่ว่าอยู่ในวงการธุรกิจ ทฤษฎีเก่าๆใช้ไม่ได้หมดแล้ว เพราะพฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปแล้ว นักธุรกิจเปลี่ยนหมด เวลานี้คนไร้จริยธรรมมีมากขึ้น”

เขา อ้างถึงในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่าธนาคารชาติอังกฤษได้จัดพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่ออัดฉีดเงินใส่ เข้าไปในระบบการเงินของประเทศจำนวน 150,000 ล้านปอนด์ และคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้เงินปอน์ดมีค่า 1 ปอนด์เท่ากับ 1.20 เหรียญดอลลาร์ หรือเท่ากับ 40 บาท เหตุการณ์นี้ทำห้สวัสดิ์คิดว่า “วันนี้ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์การเงินคนใดที่จะอ่าน sign ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราไม่รู้จริงๆว่าอเมริกาอัดเงินเข้าไปในเซคเตอร์การเงินนี่ ก็ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นอย่างไร พออัดเงินเข้าไปสักพัก หุ้นก็ลง วอลล์สตรีทดัชนีเหลือ 7,000 เท่านั้น จากเดิมอยู่ที่ 14,000 และยังไม่รู้ว่า bottom line อยู่ตรงไหน”

สวัสดิ์เปรียบเทียบวิกฤติ ครั้งนี้กับครั้งที่เขาเจอว่ามีความแตกต่างกันพอสมควร เพราะในยุคหลังนี้ได้มีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับมีการวางกฎกติกาต่างๆชัดเจน มากขึ้น “กฎหมายมีการปิดช่องโหว่และกำหนดบทลงโทษค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะสำหรับ auditor หรือผู้สอบบัญชีที่จะตรวจสอบบริษัท แล้วบริษัทที่อยู่ใน ตลท.ก็ถูกวางกติกาไว้ มีกรอบแข็งแรงมาก ไม่ว่ากรรมการภายนอกที่เข้ามาต้องมีความรับผิดต่างๆหรือ liability สูงมาก ในเมื่อวางบทลงโทษและปิดช่องโหว่ทางกม.ไปหมดแล้ว ตอนนี้อะไรเกิดขึ้น คนที่ตั้งใจจะคดโกงเริ่มหาทางออกไม่ได้ มันก็โกงซึ่งๆหน้าหมด ไม่ต้องมี tactic อะไรเลยเพราะเขาล้อมไว้หมดแล้ว มันก็เอาเงินออกไปเลยไง ถูกไหม หน้าด้านๆเอาเงินออกไปเลย และหนีไปเลย

ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยนะ อเมริกาก็เหมือนกัน คนจะหาช่องโหว่ หา tax consultant มาหาทางออก ว่าจะโกงแบบนี้ๆ ได้ไหม เวลานี้มันถูกล้อมกรอบจนออกไม่ได้ มันก็เอาเงินไปเฉยๆเลย เหมือนกับโกงซึ่งๆหน้า อย่างเวลานี้นักธุรกิจที่มีชื่อดังๆหลายคนในประเทศ ก็หอบเงินหนีหมด เอาลูกเมียไป หนีหมด คือไม่ได้โกงแบบมีเทคนิคแล้ว ไม่ต้องแล้ว เพราะว่าถูกล้อมจนหาทางออกไม่ได้แล้ว

อย่างในคัมภีร์ไบเบิลมีคำสอน ว่า ถึงแม้พระเจ้าจะปิดประตู แต่ในเวลาเดียวกันพระเจ้าก็เปิดหน้าต่างเอาไว้ แต่เวลานี้ดันปิดหน้าต่างอีก ไม่มีทางออกเลย มันก็เลยเผาบ้านเลย ถูกไหม คุณเห็นไหมว่าทุกบริษัทที่โกงๆกันนั้น ไม่มีเทคนิคอะไรเลย

จริยธรรม ไม่ต้องมีแล้ว เพราะว่ามันถูกล้อมกรอบจนใช้สันดานดิบของมนุษย์แล้ว ตอนนี้อะไรเกิดขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน อเมริกาบังคับสวิสเซอร์แลนด์ให้เปิดเผยบัญชีลับทุกบัญชี ทางสวิสก็บอกว่าไม่เปิด แต่ว่าขอยอมจ่ายค่าปรับไป 700 ล้านเหรียญใช่ไหม ที่เป็นข่าว ดังนั้นเวลานี้เราก็คิดแบบคนที่ไม่ได้จบทางการเงินเลย มันมีคนเสียและคนได้ ไอ้คนที่ได้ก็โกงไปน่ะ แล้วเงินไปไหน

เพราะดัง นั้นเราคิดแบบคนที่ไม่ได้จบเศรษฐศาสตร์การเงินเลย คิดแบบมนุษย์คิดเลยว่ามันก็คงต้องไปซ่อนอยู่กับแบงก์แบบนี้แหละ ที่สิงคโปร์ สวิส หรือเกาะใดเกาะหนึ่ง เขาอยากจะรู้ว่าบัญชีฝากเงินพวกนี้มีใครบ้าง ให้แบงก์สวิสเปิด แต่ว่าแบงก์สวิสไม่ยอมเปิด ถูกไหมครับ มันต้องมีคนได้คนเสีย คนที่ได้อาจจะมีไม่กี่คน แต่ว่าใครล่ะ

ในชั่วโมงที่เศรษฐกิจดีทั้ง โลกนั้น มันก็มีทั้งคนที่รวยและเจ๊ง ไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจดี ทุกคนจะรวยหมด มันไม่ใช่ และในชั่วโมงที่เลวสุดอย่างนี้ มันก็ต้องมีคนรวย มันไปไหนล่ะ ไม่ใช่ว่าจนกันหมดทั้งโลกนะ”

สวัสดิ์ยอมรับแม้กระทั่งตัวเขาที่ผ่าน ทั้งยุครุ่งโรจน์และร่วงโรยของการทำธุรกิจ “ผมมองวันนี้นี่ อ่าน sign ไม่ออกเลย” สมัยก่อนที่สวัสดิ์ทำธุรกิจ เขาบอกว่าจ่ายดอกเบี้ย อย่างต่ำคือกู้จากแบงก์ 12% บางครั้ง 15% หรือ 18% เขายังอยู่ได้ และโตมาเรื่อย แต่วันนี้อะไรเกิดขึ้น ดอกเบี้ย 5% กลับอยู่ไม่ได้

เพราะ อะไร “ก็อยู่ๆตลาดหายหมดเลยนี่ แล้วเวลานี้ผมดูรัฐบาลทุกคนอัดเงินเข้าไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรก็ตาม และไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์ทำคนเดียว ทุกประเทศเขาก็ทำกัน แต่ว่าส่วนหนึ่งเพื่อจะเสริมสร้าง purchasing power หรือกำลังซื้อให้แข็งแรง แต่ในเวลาเดียวกันคุณก็ทำลายกำลังซื้อที่แท้จริงไปอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มคน ที่มีเงินฝาก อย่างสมมติคนที่เกษียณแล้วมีเงินฝาก 3-4 ล้านบาท เมื่อก่อนนี้ดอกเบี้ย 8-10% คุณยังมีเงิน 20,000-30,000 บาทใช้ทุกเดือน แต่วันนี้ส่วนนี้หายไปแล้ว มันเหลือครึ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้อย่างไร คนพวกนี้ตายแล้ว กำลังซื้อจริงๆส่วนนี้หายไป แต่ว่าเราก็ไปสร้างกำลังซื้อเทียมมาเพื่อเอาเงินมาแจก ไม่ว่าจะเป็นเช็คหรือคูปองก็ตามแต่ เพราะว่าทั่วโลกเขาก็ทำกัน ผมไม่ได้ตำหนิรัฐบาลไทยนะ เพราะว่ามันไม่มีทางออกอยู่แล้ว ญี่ปุ่นก็เคยแจกเงิน เกาหลีก็แจก อเมริกาก็แจก ถูกไหม แต่ว่าคนที่ไม่ต้องพึ่งใครเลย มีเงินฝากไว้ เกษียณมาไม่ต้องพึ่งใครเพราะมีเงินฝาก สมมติ 2 ล้านบาทสมัยก่อนได้ 10% ก็ได้ปีละ 200,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 16,000 บาท ก็พอใช้ได้ อยู่ได้สบาย แต่วันนี้กลุ่มนี้หายไปแล้ว จะไปเรียกร้องเขาบอกว่ามาลงทุนเถอะ ไม่ว่าจะเป็นตลาดบอนด์ ตลาดหุ้น หรืออะไรก็ตามแต่นี่ คนเหล่านี้เขาไม่เคยมีความรู้ คุณคิดว่าจะเอาเงินเขามาได้หรือ แม้กระทั่งเวลานี้กองทุนต่างๆก็เจ๊ง ใช่หรือเปล่า ดังนั้นจะไปสนอเขาว่ามาลงทุนในตลาดไหนก็ตาม เวลานี้คือไปสอนคนที่ไม่เคยเล่นไม่เคยลงทุนเลย แล้วมาเรียนหนังสือ มาเรียน ก ข เพื่อที่จะลงทุน และโลกการเงินเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่มาหรอก ได้แค่ครึ่งเปอร์เซนต์เขาก็ฝากทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ

เพราะฉะนั้น วันนี้ผมไม่เชื่อนักเศรษฐศาสตร์คนไหนที่จะมาพูดเลยว่าอเมริกาอัดฉีดเงินเข้า มา 70,000 กว่าล้านล้านเหรียญ แล้วจะดีขึ้น วันนี้ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น พอผ่านสภาฯเป็นอย่างไร หุ้นตกทันที

เวลานี้คุณไปสัมภาษณ์ใครก็น่า เบื่อ เห็นไหม อ่านวิเคราะห์ตอนเช้า ก็บ้าแล้ว และรัฐบาลเอาเงินไปแจก ถูกต้อง แต่ว่าคนกลุ่มหนึ่งที่พึ่งตัวเองได้ในอดีต กลับพึ่งไม่ได้แล้ว เงินฝากของเขาไม่มีผลอะไรเลย เพราะฉะนั้นคนซื้อกลุ่มนี้ที่เป็น Real Purchasing Power หายไปเลย เผลอๆต่อไปต้องจ่ายค่ารักษาเงินให้ธนาคารด้วยกระมัง ครึ่งเปอร์เซนต์ก็ไม่ได้แถมยังต้องจ่ายเงินให้แบงก์ด้วย”

[ คอลัมน์ Cover Story โดย ภัชราพร ช้างแก้ว นิตยสาร M&W เมษายน 2552 ]

Tuesday, April 28, 2009

แฟชั่น-บันเทิง 'ไฮเทคเกาหลีใต้' 'ไทย' ขยับ 'ตามรอย'

เทรนด์แฟชั่นและบันเทิงของสาธารณรัฐเกาหลี หรือ “เกาหลีใต้” กำลังครอบงำอย่างฟูฟ่องอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราที่ตอนนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่กระแส “เห่อเกาหลี” อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เมืองไทย-คนไทยเราน่าจะตามอย่างเกาหลีใต้มากกว่าเทรนด์แฟชั่นและ บันเทิงที่ฉาบฉวย ก็คือการ “พัฒนาประเทศ” เป็นการพัฒนาด้วย “วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี” ที่ช่วยให้เกาหลีใต้ “ก้าวกระโดด” ล้ำหน้าไทย...

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ ทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สวทช. นำโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ สวทช. และคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศเกาหลีใต้

วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อศึกษาดูความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านต่าง ๆ ทั้งด้าน อาหาร, วิศวกรรม, ชีวภาพ เพื่อนำมาเป็นแนวทางปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย รวมถึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการเจรจาความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีระหว่างไทย-เกาหลีใต้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งนี่ก็ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เรา

เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาประเทศให้ ก้าวหน้า ซึ่งจากในอดีตที่เคยตามหลัง ประเทศไทยเราอยู่หลายก้าว ปัจจุบันเกาหลีใต้ได้แซงหน้าไทยไปไกลแล้ว !!

ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 30 ปี เกาหลีใต้สามารถพัฒนาประเทศจนอยู่ในระดับแนวหน้าของเอเชีย โดยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ หลัก ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด และรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแนวทางพัฒนาประเทศจึงเป็น เรื่องที่น่าคิด-น่าทำสำหรับประเทศไทย

กล่าวสำหรับการไปเยือนเกาหลีใต้ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้นั้น จุดหลัก ๆ ที่มีการไปศึกษาดูงาน ศึกษาแนวทาง ก็มีอาทิ... สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศเกาหลีใต้ หรือเคไอเอสที (Korea Institute Of Science and Technology : KIST) ซึ่งเป็นสถาบันที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1966 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคของประธานาธิบดี ปาร์ค จุง ฮี ผู้ซึ่งเล็งเห็น ให้ความสำคัญ และมีความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแนวทางหลักในการสร้างชาติที่ สำคัญ

สถาบันแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการทำการวิจัยในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน อาหาร, ชีวภาพ, เคมี, ไบโอเทค, วิศวกรรม ซึ่งผลงานวิจัยที่ได้ถูกนำไปใช้ต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ นอกจากนั้นทางสถาบันแหง่นี้ยังมีการแยกขยายสถาบันย่อยออกไปเป็น “ศูนย์วิจัยเฉพาะทาง” โดยตรง โดยมีการลงทุนร่วมกันระหว่างเอกชนและรัฐบาล ทำให้ได้งานวิจัยที่ตรงเป้า และได้มาตรฐานมากขึ้น ที่สำคัญทำให้งานวิจัยต่อยอดได้เร็วยิ่งขึ้น

ศูนย์วิจัยด้านอาหารของประเทศเกาหลีใต้ หรือเคเอฟอาร์ไอ (Korea Food Research Instiute : KFRI) หน่วยงานหนึ่งที่แตกออกมาจากเคไอเอสที ก็เป็นอีกจุดที่คณะจากไทยไปศึกษาดูงาน โดยเป็นศูนย์วิจัยทางด้านอาหารเพื่อการค้าโดยตรง มีการวิจัยอาหารที่มีอยู่ในประเทศ นำมาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีหน่วยงานหรือไบโอเซ็นเตอร์ที่ทำวิจัยเรื่องยา อาหาร เคมี (Global inspiration Gyeonggi Bio-Center) ที่เป็นทั้งหน่วยงานวิจัย และเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นวิจัยขึ้นมาได้ โดยดำเนิน การในลักษณะเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชนของเกาหลีใต้

“ในยุคประธานาธิบดี ปาร์ค จุง ฮี ที่เชื่อมั่นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้พัฒนาประเทศให้ก้าว ขึ้นสู่ความสำเร็จและสู้กับประเทศอื่น ๆ ได้ เป้าหมายแรกของท่านก็คือการดึงบุคลากรกลับมาช่วยประเทศ ยุคนั้นมีการดึงบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ของเกาหลีใต้ที่ไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น กลับมาช่วยพัฒนาประเทศ และในการทำงานของบุคลากรเหล่านี้ ในช่วงแรก ๆ นั้นประธานาธิบดีจะมาเยี่ยมให้กำลังใจแทบทุกเดือน ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีกำลังใจ เป็นแรงผลักดันให้เกิดความตั้งใจอย่างจริงจัง” ...เป็นการระบุของหนึ่งในทีมก่อตั้งสถาบันเคไอเอสที

พร้อมกันนี้ยังมีการระบุด้วยว่า... ในอดีตการวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ไม่ได้เริ่ม จากอุตสาหกรรมหนัก แต่จะทำวิจัยในด้านเคมี พวก น้ำตาล, ปุ๋ย, ยาสีฟัน เป็นต้น จากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มพัฒนามาวิจัยด้านอุตสาหกรรมหนัก อย่างพวก เหล็ก, ต่อเรือ, รถยนต์ ซึ่งในการพัฒนาประเทศด้วยวิธีนี้ ทำไปได้ประมาณ 15-20 ปี ก็พัฒนาได้มาก แม้ว่าจะยังตามประเทศอื่นอยู่บ้าง แต่ระยะห่างก็ลดลง ถือเป็นที่น่าพอใจ

ล่าสุดไทยเรากำลังสนใจจะพัฒนาประเทศโดยใช้แนวทางตามรอยเกาหลีใต้ ประเทศที่มีขนาดพื้นที่เพียง 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับไทย มีประชากรราว 48.8 ล้านคน (มี.ค. 2549) น้อยกว่าไทยสิบกว่าล้านคน แต่ไทยก็ขาดดุลการค้ามาตลอด ซึ่งก็น่าติดตามความคืบหน้า และทาง ดร.คุณหญิงกัลยา รมว. วิทยาศาสตร์ฯ ก็ระบุไว้ว่า.....

“เกาหลีใต้ถือเป็นบทเรียนของไทยเราได้ จะเป็นประโยชน์มากหากไทยได้เรียนรู้จากเขาให้ลึกซึ้ง กรณีของเกาหลีใต้เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่า แม้จะเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจริงจัง ก็สามารถจะสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้ !!”.

เดลินิวส์ : 27 เมษายน, 2552